Artitaya 的个人资料Kitty Unconditional Love照片日志列表更多 工具 帮助

Tungrochjanakun Artitaya

职业
兴趣
I'm nice and a good friends
Confidence is the companion of success
Sa-Mui  
第 1 张,共 349 张

Kitty Unconditional Love

1月9日

YOGHURT FOR HEALTH

 

 

 

Happy Birth Day 

สุขสันต์วันเกิดสำหรับคนที่เกิดเดือนมกราคมทุกคนนะจ๊ะ (เดือนเดียวกะเรา)
 
 
     สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ทุกคน ก่อนอื่นต้องขอโทษ (สุดๆ) เลยนะค่ะ เนื่องจากที่ผ่านมา Spaces ของเรามันเป็นอะไรไม่รู้มันจะ Up ไม่ได้ ถ้าอัพเมื่อไหร่ก็จะเปิดดูไม่ได้เลย เราเลยเสียความรู้สึกหมดกำลังใจที่จะเข้ามาใน spaces อีก แต่ตอนนี้อยู่ดีๆ มันก็หายเป็นปกติขึ้นมาซะงั้น
 
     เราก็เลยนำสิ่งดีๆ มาเป็นของฝากให้เพื่อนๆ เผื่อจะได้นำไปใช้ในปีใหม่นี้ เพื่อสุขภาพของตังเองนะจ๊ะ
 
 
 รู้จักข้อดีของโยเกิร์ต 
 
               ปัจจุบันนี้หาโยเกิร์ตรับประทานได้ง่ายขึ้น เพราะมีขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป แต่หลายคนอาจจะยังสงสัยว่าโยเกิร์ตมีดีอะไร ทำไมใครๆ จึงนิยมกินกัน วันนี้เรามีคำตอบมาเล่าให้ฟัง ดร.อิลยา เมชนิคอฟ นักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียที่ได้รับรางวัลโนเบลปี 1908 ผู้ค้นพบ "แฟกโกไซต์" (Phagocyte) ซึ่งเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เป็นทหารประจำบ้านเคลื่อนที่ไปในกระแสเลือดคอยจับกินเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่หลุดเข้าไปในร่างกาย เป็นผลงานด้านภูมิคุ้มกันมนุษย์ ได้กล่าวเมื่อทศวรรษ 1900 ว่า "โยเกิร์ตมีความสำคัญในการช่วยให้อายุยืนยาวขึ้น" ด้วยเหตุนี้ หลายๆ ประเทศจึงมีการวิจัยเกี่ยวกับคุณประโยชน์และคุณประโยชน์ของโยเกิร์ตที่มีต่อสุขภาพร่างกายไว้ดังนี้
 
     1. โยเกิร์ตเป็นอาหารย่อยง่าย
               เพราะน้ำตาลแล็กโทสเป็นตัวหลักที่ทำให้เกิดการแพ้นมหรือท้องเสีย แบคทีเรียในโยเกิร์ตมีเอนไซม์ชวยย่อยโปรตีนนมเคซีน ซึ่งเป็นโปรตีนย่อยยาก ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่ายขึ้น ลดปัญหาภูมิแพ้ต่อน้ำตาลแล็กโทสและโปรตีนเคซีน
 
     2. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันและช่วยยับยั้งจุลชีพที่ไม่เป็นมิตรในลำไส้
               ความพิเศษของแบคทีเรียในโยเกิร์ตนี้เป็นเสมือนทหารประจำบ้าน คอยช่วยยับยั้งจุลชีพที่ไม่เป็นมิตรในลำไส้ใหญ่ เช่น เชื้อซาลโมเนลลา อี.โคไล และโคลีนแบคทีเรีย ซึ่งเป็นเชื้อโรคประจำในร่างกายเราอยู่แล้ว แต่เมื่อร่างกายอ่อนแอลง แบคทีเรียชนิดนี้จะเป็นตัวที่ทำลายภูมิต้านทานของเรา
 
     3. เป็นแหล่งวิตามินบี 
               โดยเฉพาะวิตามินบี 1 (ไรโบฟลาวิน) นอกจากนั้นแบคทีเรียในโยเกิร์ตยังช่วยสังเคราะห์วิตามินบีและวิตามินเคในลำไส้ได้ด้วย
 
     4. ช่วยรักษาโรคท้องเสีย ท้องเดินและแผลในกระเพาะอาหาร
               จากการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยเด็กหายจากอาการท้องเสียเร็วขึ้นหลังจากได้รับประทานโยเกิร์ต
 
     5. ช่วยทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมดีขึ้น
               กรดแล็กติกในโยเกิร์ตช่วยทำให้การย่อยแคลเซียมในนมดีขึ้นและทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมง่ายขึ้น
 
     6. เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี
               ในโยเกิร์ตจะมีโปรตีนมากกว่าในนม 20 เปอร์เซ็นต์และยังเป็นโปรตีนที่ย่อยง่ายร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ดี
 
     7. ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ
               แล็กโตบาซิลลัสช่วยควบคุมปริมาณคอเลสเทอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือดได้ แล็กโตบาซิลลัสสามารถจับกับสารก่อมะเร็ง สามารถจับกับโลหะหนัก และกรดน้ำดีซึ่งมีพิษโดยช่วยยับยั้งกลุ่มแบคทีเรียในลำไส้ที่สร้างสารไนเตรตได้ (สารไนเตรตเป็นสารก่อมะเร็งตัวหนึ่ง) และแล็กโตบาซิลลัสยังช่วยเปลี่ยนสารฟลาโวนอยด์จากพืชใสห้เป็นสารต้านมะเร็งได้ด้วย
 
               เมื่อเห็นคุณค่าของโยเกิร์ตแล้วเราลองหันมาเลือกรับประทานโยเกิร์ตรสธรรมชาติ (Plain) เพื่อให้ได้ประโยชน์จริงๆ กันดีกว่า หรืออยากเพิ่มรสชาติให้อร่อยอีกนิดด้วยการเติมผลไม้สดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ลงไปด้วย ก็อร่อยได้คุณค่าเพิ่มขึ้น
 
 
 
 
จากหนังสือ ชีวจิต ฉบับที่ 187
นิตยสารรายปักษ์ ปีที่ 8
16 กรกฎาคม 2549
 
 

 
 
8月1日

Too Much Too Soon

 
 
 
 

 
 
 

 

อาการของผู้หญิงรุก รู้ไว้จะได้ไม่พึงกระทำ
 

 

1. มักชอบทุ่มคำพูดที่แสดงว่าเธอรักเขามากเหลือเกิน
     เช่น "คุณคือคนที่ใช่สำหรับฉันจริงๆ"  "ฉันชอบคุณมากเลยนะ"  "คิดถึงตลอดเวลาเลย"  "อยากให้คุณโทรหาฉันทุกวันเลย" ฯลฯ  ซึ่งผู้ชายฟังแล้วน่าจะดีใจ...แต่เขาไม่ดีใจ ก็เพราะเขาไม่ได้อยากได้ยินจากปากผู้หญิงที่เพิ่งเริ่มจีบหรือเริ่มคบหรอกค่ะ มันเร็วไปและมากไปสำหรับเขา (เรียกว่าพวก too much too soon เขายังไม่ทันคิดไปถึงขั้นนั้นเลย ผู้หญิงรุกก็ทำตัว 'คิดเองเออเองแทนเขา' ไปซะแล้ว
 
2. มักเรียกร้องทั้งคำพูดและการกระทำเพื่อให้ผู้ชายบอกว่ารัก หรือ  'เป็นแฟนจริงจัง/ ขอหมั้น/ แต่งงาน' ทั้งที่อยู่ในระยะเริ่มต้นจีบกันแท้ๆ
     ผู้หญิงที่รุกเร้าจะเอาคำว่า 'รัก'  หรือ  'คุณจะคบฉันจริงจังหรือเปล่า'  จากปากผู้ชายก็เพราะพวกเธอได้หลุดกิริยาทำข้อ 1 ด้วยตัวเองไปเรียบร้อยแล้วไง เธอถึงอยากได้คำตอบเป็นการคอนเฟิร์มจากเขาว่าเธอไม่วืดเปล่าแน่ๆ แต่ส่วนใหญ่ผู้ชายมักทำเฉย ไม่ตอบ เพราะกลัวมัดตัวเองจนขึ้นสมอง
 
3. เมื่อเรียกร้องไปแล้ว ก็จะแสดงอาการนัวเนีย หนุงหนิงกับผู้ชายไม่ยอมห่าง
     เพราะใจผู้หญิงรุกมักจะอยากอยู่ใกล้ชายที่เธอหมายปองตลอดเวลา โดยไม่สนว่าเขาจะคิดแบบเดียวกับเธอหรือไม่ พวกเธอจะเหมารวมว่าเขาเองก็มีใจตรงกันกับเธอเช่นกัน โดยไม่ยอมดูภาษากายว่าเขาพยายามเบี่ยงตัวหนี หรือเขาจับมือเธอพอเป็นพิธีแต่ไม่อยากกอด หรือทุกครั้งที่อยู่แกล้กันเขาไม่เคยรุกก่อนต้องเป็นเธอเริ่มก่อนเองทุกครั้ง
 
4. เมื่อพวกเธอเป็นฝ่ายแสดง 'ความใกล้ชิด' ที่ 'มากเกินไปและเร็วเกินไป' แล้วพวกเธอมักจะชอบเอ่ยคำที่หมายถึง 'การผูกมัดเขาไว้' ให้เขาได้ยินเหมือนทดลองใจเขาตลอดเวลา
     เช่นคำที่เกี่ยวกับการแต่งงานอย่าง "เค้กแต่งงานของเรา..."  "เพื่อนฉันเพิ่งแต่งงานไปเอง..."  "ถ้าเราอยู่ด้วยกัน..."  "ฉันชอบพิธีแต่งงานแบบนี้ๆ" ฯลฯ
     หนักข้อกว่านั้นคือผู้หญิงรุกมักชอบทำการ์ดส่งให้ผู้ชายเป็นข้อความที่บอกความรักและความทุ่มเทล้นเหลือ เช่น ตัดภาพถ่ายหมู่รวมเพื่อนๆ ให้เหลือแต่คู่ของเขาและเธอมาทำการ์ดที่เขียนข้อความ "รัก...(ชื่อผู้ชาย)...ตลอดกาล"  เจ้าการ์ดหวานเลี่ยนพวกนี้มันทำให้ผู้ชายเตรียมตัวเผ่นป่าราบต่างหากล่ะคะ
 
5. การนัดเจอ มักเป็นผู้หญิงรุกที่เป็นฝ่ายเรียกร้องอยากเจอ และจัดการเองหมดทุกอย่าง
     ตั้งแต่นัดวันเวลา หาร้านหรือสถานที่นัดพบ บางคนหนักข้อกว่านั้นคือกลัวผู้ชายไม่มา ขับรถไปรับเขาเองถึงบ้านเลยแน่ะ โดยฝ่ายพวกผู้หญิงรุกมักมีข้ออ้างว่า  "ก็ฉันอยากได้เขามานี่"  หรือ  "การแสดงให้เขาเห็นว่าเขามีค่าสำหรับเราเนี่ย ไม่ดีเหรอไง"  ฉันก็ขอบอกเลยว่า ไม่ดี ไม่ดีเอามากๆ ด้วย ฉันเคยเตือนน้องสาวใจกล้าบางคนว่า...  "อย่ารุกเขามาก เขาจะหายใจหายคอไม่ออกตายเอา กลยุทธ์ที่ดีที่สุดคือ  "ปล่อยให้เขาเชื่อว่าเขาเป็นฝ่ายเลือกเราเอง ไม่ใช่เผยไต๋ให้เขารู้ตัวว่าเรายอมทำทุกอย่างเพื่อให้เขาเลือกเรา"
 
 
     แต่...สาวไทยสมัยนี้มักไม่เชื่อที่ฉันพูด หาว่าโบราณ เชย และช้า - ไม่ทันใจขาโจ๋  แต่พอความสัมพันธ์มาถึงจุดที่ผู้ชายเริ่มตีตัวออกห่าง หรือเป็นฝ่ายบอกว่า  'ช้าๆ ลงหน่อย'  จนถึงประโยคสุดฮิตอมตะนิรันดร์กาลที่ผู้ชายชอบให้เวลาจะซิ่งหนีผู้หญิงรุกคือ  "เราลองห่างกันสักพักดีไหม" ...พวกเธอก็จะฟูมฟายร้องไห้เสียใจแล้วโทษผู้ชายว่า... "มันโง่ เจอผู้หญิงที่รักขนาดนี้จะหาได้ที่ไหน"  "เขาตัดสินใจพลาดมากที่ปล่อยฉันไป แล้วเดี๋ยวเขาจะรู้เองว่าเขาคิดผิด"
 
     ฮั่นแน่...นอกจากผู้หญิงรุกจะไม่รู้ตัวแล้วว่าพวกเธอทำเอาผู้ชายกลัวหัวหดและโคตรอึดอัดแล้ว ยังจะด่าเขาอีกแน่ะว่าเขาโง่ คิดผิดที่ปล่อยเธอหลุดมือไป ทั้งที่เขาตัดสินใจถูกแล้วค่ะ ผู้หญิงรุกต่างหากที่ดูตัวเองเลยว่าพวกเธอทำผิดพลาดเรื่อง  'รุกมากไปและเร็วไป'
 
 
 

 
 
 
 
 
 
 
จากหนังสือ "ผู้หญิงฉลาดรัก"
ผู้แต่ง มณฑานี  ตันติสุข
 
 

 
 
 
Space นี้ส่งท้ายก่อนจะสอบนะค่ะเพื่อนๆ ตอนแรกว่าจะ Up หลังสอบ
แต่เห็นเพื่อนๆ เข้ามาเม้นท์ให้เยอะๆ แล้วแต่ต้องเจอแต่เรื่องเดิมๆ ก็รู้สึกไม่ดี
เลยจะ Up Spaces นี้ก่อนที่จะสอบ
แล้วจะหาบทความ เรื่องดีๆ มาให้เพื่อนๆ อ่านกันอีกนะค่ะ
 
 
6月20日

Attraction or Like

 
Attraction or Like

 

 

 
คำเตือน 
     1. บทความที่นำมาลงนี้ ไม่ได้มีการส่งเสริมให้มีเซ็กซ์แต่อย่างใด แต่เป็นการนำเสนอที่สอนให้เรารู้จักมี "สติ"
ก่อนที่เราจะทำอะไรผิดพลาดลงไป และ
     2. เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปี ควรใช้วิจารณญาณ+สติ ในการอ่านเป็น 10 เท่า
(เพื่อเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ในข้อที่ 1)
 
 
คุณต้องรู้จักตัวตนจริงของคนคนนั้นอย่างดีที่สุด ก่อนที่คุณจะนอนกับเขา
    
     กฏเหล็กข้อนี้จำให้ขึ้นใจก่อนตัดสินใจกระโจนลงเตียงหรือเป็นของผู้ชายคนไหน!
     ถามตัวเองจริงๆ เลยนะคะ ห้ามเข้าเข้างตัวเอง ห้ามหลอกตัวเอง และห้ามกั๊กตัวเอง
คุณรู้จักผู้ชายคนนี้ถ่องแท้หรือยัง 
ที่ว่าถ่องแท้ไม่ได้หมายถึงระยะเวลา..เพราะระยะเวลามันเอามาวัดการรู้จักตัวตนที่แท้จริงไม่ได้
ถ้าทั้งสองฝ่ายไม่เปิดใจ และตั้งคำถามเพื่อรู้จักกันและกัน
 
     ผู้หญิงต้องรู้จักตัวจริงของผู้ชาย ว่าเขาเป็นใคร เขาผ่านอะไรมา เขามีความคิดความรู้สึกต่อชีวิตของเขาอย่างไร
อดีตที่ผ่านมาเป็นอย่างไร อนาคตเขาจะไปทางไหน ผู้หญิงต้องรู้จักตัวจริงของผู้ชายแท้ๆ ไม่ใช่ตัวตนที่เขาเสแสร้งแสดงออกมา
ให้โลกรับรู้ หรือแสดงออกมาเพื่อจะจีบคุณให้ติด และตัวจริงของเขาต้องไปใช่ตัวที่คุณอยากได้หรืออยากให้เขาเป็น
หรือแกล้งมองว่าเขาเป็นแบบนั้นแบบนี้เพื่อที่จะหาข้ออ้างว่า "เราเหมาะสมกันจะตาย"
 
     ถ้าคุณยังไม่รู้จักตัวตนของเขา รู้จักหัวใจของเขาดีพอ อย่านอนกับเขาเด็ดขาด!
 
     ฉัน (ผู้แต่งบทความนี้) ได้ยินเสียงสาวๆ ร้องกรี๊ด ต๊าย! หมดเลยความโรแมนติก ลึกลับ น่าค้นหา
มณฑานี (ผู้แต่งบทความนี้) - เธอช่างพรากความเสน่หาออกไปจากความรักของฉันจนหมดสิ้น
เธอทำเช่นนี้ได้อย่างไรยะ!
 
     ฉันก็ขอถามจริงจังซีเรียสเลยนะคะว่า ...ถ้าคุณใฝ่หาความโรแมนติก การติดโรคจากผู้ชายที่คุณว่าเขาช่างน่าเสน่หาน่ะ
โรแมนติกงั้นเหรอ (รุ่นน้องฉันเจอมาแล้ว) การตั้งท้องโดยที่ผู้ชายไม่ยอมรับผิดชอบโรแมนติกพอไหม
(เพื่อนสนิทฉันร้องไห้มาแล้ว) แล้วถ้าหลังจากช่วงเวลานาทีประทับใจผ่านไปแล้ว ถึงมารู้ว่า อ้าว...มีเมียอยู่แล้วนี่หว่า
หรือแบบรุ่นน้องฉันเจอ
คือบอกว่าเขากับเมียไปกันไม่ได้ นอนคนละเตียงกันมาตลอด แต่พอมีอะไรไปแล้วถึงรุ้ว่าเมียเพิ่งท้องป่องขึ้นมา...
จะเอาไหมโรแมนติกแบบเนี้ย โรแมนติกได้ค่ะ แต่อย่าเพ้อฝันจนใช้ชีวิตเหมือนอยู่ในนวนิยายโรแมนซ์ตลอดเวลา
เพราะชีวิตจริงไม่ใช่นิยาย และการติดโรค ท้องโดยไม่พร้อมจะรับผิดชอบ หรือถูกหลอกลวงเป็นเรื่องซีเรียสมาก
ผู้หญิงฉลาดรักจะคิดก่อนทำเสมอค่ะ
 
 
 
 

เมื่อไหร่คุณถึงควรมีอะไรกับเขา
     ดร.บาร์บาร่าตั้งกฎกติกามารยาทไว้ดีมากสำหรับทั้งชายและหญิง เอาไว้ดูใจตัวเองก่อนจะมีเซ็กซ์กับใคร ซึ่งฉันจะช่วยอธิบายเสริมด้วยดังนี้
 
     1. ขอให้คุณใกล้ชิดกับเขาทั้งด้านความคิดและจิตใจก่อนเสมอ ถึงจะใกล้ชิดทางกายได้ >>
ใกล้ชิดกันทางความคิด แล้วมันก็จะพาคุณทั้งสองคนไปสู่อีกขั้นคือรับรู้ถึงความรู้สึกภายในจิตใจ
เรียกว่า emotionally intimate - ใกล้ชิดกันทางจิตใจได้เอง
เมื่อถึงจุดใกล้ชิดกันทั้งความคิดและจิตใจแล้วความอยากเป็นของกันและกัน มันจะท่วมท้นและลึกซึ้งอย่างมากเลยค่ะ
 
     2. คุณต้องให้เวลาพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นและการเรียนรู้จักตัวตนของกันและกันมากเป็น 2 เท่า
ของช่วงเวลาเคล้าเคลียพลอดรัก ใช้เวลาเปิดอกคุยกัน เรียนรู้กัน มากกว่าใช้เวลาจี๋จ๋า กอดรัดฟัดเหวี่ยง
 
     3. คุณควร "ชอบตัวตน" ผู้ชายคนนั้นด้วย เธอตั้งกติกาว่าจะไม่นอนกับใครที่เราเองยังไม่อยากเป็นคนแบบเขา
 >> คุณอาจงงว่าเป็นไปได้ยังไง คนเราก็ต้อง "ชอบ" เขาก่อนสิ ถึงจะ "รักเป็นแฟน" ได้
อา..คุณเข้าใจผิดแล้วค่ะ คำว่า "ชอบพอ" ในภาษาไทยตีกลับเป็นภาษาอังกฤษคือคำว่า attraction ต่างหาก -
คือชอบพอกันฉันชู้สาว แต่คำว่า "ชอบ" จริงๆ ในที่นี้คือ "ชื่นชอบ" หรือ like ค่ะ
หมายถึงคุณต้องแยกเขาออกจากฐานะแฟนแล้วมองเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
คุณชอบความเป็นคนแบบเขาหรือไม่ เช่น ชอบนิสัยเอื้อเฟิ้อเผื่อแผ่ของเขามาก ชอบความเป็นคนดีมีน้ำใจ ชอบที่เขาขยันมุมานะ
 ชอบที่เขาใช้อารมณ์ขันคลี่คลายสถานการณ์บีบคั้น ชอบที่เขากตัญญูรู้คุณคน
ชอบที่เขาเป็นลูกเศรษฐีแท้ๆ แต่กินอยู่สมถะไม่ดูถูกคน ชอบที่เขาเป็นดาราแท้ๆ แต่กลับไม่หลงใหลชื่อเสียงเงินทอง ฯลฯ
          ไม่เชื่อลองไล่ชื่อแฟนแต่ละคนของคุณออกมาเลย แล้วถามตัวเองว่าคุณ "ชอบพอ/attract"
หรือ "ชื่นชอบ/like" ความเป็นเขากันแน่
          สิ่งสำคัญที่เราต้องมีเวลาตกหลุมรักใครคือ มี "ปัญญา" มากพอจะแยกแยะความรู้สึก "หลงรัก" กับ "ชื่นชอบ"
 ให้ออกอย่างกระจ่างชัดเจน
 
     4. คุณควรนับถือตัวเขาและความคิดของเขาด้วย
 
     5. คุณผ่านเรื่องราวด้วยกันมาแล้ว (เช่น เขาโดนออกจากงาน แม่ของคุณป่วยหนัก ฯลฯ)
จนเห็นแล้วว่าเขารับมือกับปัญหากดดันอย่างไร รวมทั้งเขาปฏิบัติต่อคุณอย่างไรเวลาคุณต้องเจอเรื่องกดดัน
 
     6. คุณควรเปิดใจปรึกษากันเรื่องจะป้องกันด้วยวิธีไหน ถ้าท้องขึ้นมาจะทำอย่างไร ประวัติมีโรคทางเพศบ้างไหม
 เพิ่งผ่านการมีคู่นอนมาแล้วหลัดๆ นี้ หรือครั้งสุดท้ายนานมากแล้ว และมีกี่คน
สำคัญมากๆ ที่คุณต้องรู้ Sexual his-tory - ประวัติทางเพศของคนที่คุณกำลังจะมีเซ็กซ์ด้วย
และวิธีการป้องกันการตั้งท้องก็ต้องตกลงเห็นด้วยกันทั้งฝ่ายคุณและเขา
ไม่ใช่เขาบอกว่าเอาแบบนี้คุณก็ยอมเออออตามเขาแบบ - ยังไงก็ได้แล้วแต่เธอ
 
     7. ถามตัวเองทุกครั้งก่อนจะยอมทอดกายทอดใจให้ใคร...
ว่าฉันอยากมีลูกที่เป็นสายเลือดของผู้ชายคนนี้จริงหรือ
ฉันพร้อมจะเลี้ยงลูกที่มีเขาคนนั้นเป็นพ่อแล้วหรือไม่
 
 

 
การร่วมรักคือประสบการณ์ที่สวยงามที่สุด
และช่วยเยียวยาจิตใจได้ดีที่สุดในโลก
แต่ฉันเห็นมาแล้วว่ามันนำความเจ็บช้ำ
อับอายขายหน้า และหัวใจสลายได้มากเพียงไหน
หากคนที่ทำ ทำลงไปเพราะความหูหนวกตากบอด
Are You The One For Me?
 
 
 
จากหนังสือ "ผู้หญิงฉลาดรัก"
โดย มณฑานี ตันติสุข
 
 

 
 
 
 ช่วงนี้งดอัพสเปซชั่วคราวนะค่ะ เพราะต้องเตรียมตัวสอบ
แต่สัญญาว่าจะไปเม้นท์กลับเพื่อนๆ ทุกคนค่ะ!!!
 
6月1日

Why Why Why

 

ทำไมความรักถึงเจ็บปวดขนาดนี้

 

ทำไมเมื่อรักแล้วถึงต้องสูญเสียมันไป

ทำไมคนที่รักกันถึงต้องโกหกหลอกลวงกันด้วย

ทำไมเขารักฉันน้อยกว่าที่ฉันรักเขา
ทำไมฉันถึงผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทำไมฉันถึงไม่เจอใครสักคนที่รักฉันจริง
ทำไมผู้ชายถึงทำกับผู้หญิงที่รักเขาได้ขนาดนี้...(หรือ)
ทำไมผู้หญิงถึงทำกับผู้ชายที่รักเขาได้ขนาดนี้
 
 
คำตอบคือ
 
เมื่อเราชอบใคร เรามักใช้อารมณ์ จนลืมสติ
เราเอาการตามใจตัวเอง อยู่เหนือปัญหา
เราขอมี แฟนเดี๋ยวนี้ มากกว่าจะเลือกพ่อของลูก (แม่ของลูก)ในวันพรุ่งนี้
เรามักยอมจมกับความทุกข์ ไม่ต่อสู้เพื่อความสุขที่รอเราอยู่ข้างหน้า
เรามัวแต่โทษคนอื่นว่าเป็นต้นเหตุของปัญหา แล้วไม่ยอมรับว่าเราต้องเริ่มแก้ที่ตัวเอง
เรามักรักผิดครั้งแล้วครั้วเล่า เพราะ หลอกตัวเองว่า ฉันสบายดี ไม่มีปัญหา แต่ความจริงก็คือความจริง
และเราต้องเลือกยุติปัญหาตั้งแต่วันนี้
 
 
ขั้นตอนการยุติปัญหามีทางเลือก 4 ทาง
 
ทางแรก ไม่ยอมรับว่าปัญหาเกิดแล้ว ทางเลือกนี้ ทำให้ปัญหาดำเนินต่อไป และยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ทางที่ 2 ยอมรับว่ามีปัญหาแต่ตัวเองไม่กล้าแก้ไข จึงภาวนาว่าขอให้มีคนมาช่วยแก้ให้
หรือขอให้ปัญหาหายไปเอง ปัญหาจึงไม่หาย ผลตามมายิ่งร้ายกว่าเดิม
ทางที่ 3 ยอมรับปัญหาแล้ว และแก้ไขแล้ว แต่ทำไมปัญหาถึงไม่หายไป?
ก็เพราะเราเลือกวิธีแก้ไขที่ผิดทาง เลยยิ่งพาเราออกนอกเส้นทาง กว่าจะวกกลับมาได้บาดแผลของเราก็เต็มตัว
ทางเลือกสุดท้าย ยอมรับว่าปัญหาเกิดแล้ว จงหาทางแก้ไขด้วยการใช้สติ + ปัญญาในการวางแผน
จากนั้นจงศรัทธาในตัวเองว่าด้วยความดีที่ใช้ในการแก้ปัญหานี้ เราต้องออกจากปัญหาได้แน่นอน
 
 "แล้ววันที่สดใส เปี่ยมด้วยความสุขก็จะเป็นของเรา"
 
 

 

 

จาก หนังสือผู้หญิงฉลาดรัก

มณฑานี ตันติสุข

5月19日

บทสนทนาของหัวใจ

     สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ก่อนอื่นต้องขอโทษเพื่อนๆ นะค่ะ ที่เข้ามาเยี่ยมสเปซเรา แต่เราเพิ่งมีเวลาได้อัพสเปซอ่ะดิ เพราะที่ผ่านมาเราติดสอบ FN แต่ตอนนี้ก็ผ่านไปได้ด้วยดีละ

ช่วงที่เราสอบ FN เราก็ไปอ่านเจอบทความ "รัก" ระหว่างความคิดของหญิง และ ชาย ซึ่งมันก็บอกความรู้สึกของผู้หญิงได้ตรงมั่กมาก ในด้านความรู้สึกของผู้ชาย เราก็คิดว่ามีส่วนคล้ายๆ แบบนี้เหมือนกันนะ

ลองอ่านกันดูนะค่ะเพื่อที่เราจะได้เข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายมากขึ้นไงล่ะ

 

 

"บทสนทนาของหัวใจ"

 

ในเวลาที่เราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สับสนวุ่นวาย เราอาจมองข้ามเสียงเล็กๆ บางเสียงไป

แต่ในเวลาที่เราอยู่เงียบๆ เราอาจได้ยินเสียงนั้นดังอยู่ในใจเราก็ได้

เสียงเบาๆ ของหัวใจเสียงหัวใจกำลังพูดคุย กำลังบอกผ่านความรู้สึกออกมา...  

ผู้หญิง "ทำไมผู้ชายถึงไม่เข้าใจบ้าง

แค่บอกคำว่ารักคำเดียวเขาจะถึงกับจะเป็นจะตายเลยหรือ ..."

ผู้ชาย "ทำไมพวกผู้หญิงถึงชอบให้บอกคำว่ารักกันนักนะ แค่คำพูดคำเดียว มันจำเป็นด้วยเหรอ ..." 

ผู้หญิง "เธอจะรู้มั๊ยนะ ว่าการเดินจูงมือกัน มันทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นและมั่นคงอย่างบอกไม่ถูก...

เธอปล่อยมือฉัน เธอไม่รักฉันแล้วเหรอ ..."

ผู้ชาย "เดินจูงมือเหรอ เดินก็เดิน จะเดินปล่อยมือจูงมือ มันก็เหมือนกันแหละ อย่าคิดมากเลย ..."  

ผู้หญิง "เวลาอยู่กับเพื่อนๆ เธอ หรือเพื่อนๆ ฉัน

ฉันก็อยากบอกกับพวกเขาว่า เธอเป็นคนรักของฉัน เป็นคนที่ฉันรักนะ ..."

ผู้ชาย "ที่ผมทำห่างเหินเวลาเราเจอเพื่อนๆ ก็เพราะผมวางตัวไม่ถูก

ผมไม่รู้ว่า ผมควรแสดงความเป็นเจ้าของเกินไป หรือควรจะให้คุณอยู่ห่างๆ ดี ..."  

ผู้หญิง "เธออยากเห็นฉันร้องไห้เหรอ ..."

ผู้ชาย "ฉันไม่ชอบความขี้แยของเธอ ..."

ผู้หญิง "ที่ฉันร้อง เพราะฉันอยากให้เธอสนใจ อยากให้เธอช่วยปลอบใจฉัน"

ผู้ชาย "ที่เธอร้อง ผมว่าบางทีมันน่ารำคาญนะ"  

ผู้หญิง "รักฉันมั๊ย"

ผู้ชาย "แค่คำว่ารักเหรอ บอกส่งเดชไปก็ได้"

ผู้หญิง "ที่โทรมา ก็เพราะเป็นห่วงนะ เธอจะเป็นอะไรหรือเปล่าห่วงไปหมด"

ผู้ชาย "โอ๊ย โทรมาอยู่ได้ ก็ไม่เป็นอะไรไง ฉันแข็งแรง ไม่ต้องห่วง"  

ผู้หญิง "ไม่รู้เลยเหรอว่าฉันต้องการอะไรจากเธอ"

ผู้ชาย "อ้าว เธอไม่บอก แล้วผมจะไปรู้ได้ยังไง"

ผู้หญิง "อย่าปล่อยฉันอยู่คนเดียว ..."

ผู้ชาย "ตอนนี้ผมอยากอยู่คนเดียวสักพัก ..."  

ผู้หญิง "ไม่ต้องพูดอะไรได้มั๊ย ฟังฉันก็พอ ..."

ผู้ชาย "ฉันก็แค่ อยากให้ข้อคิดกับเธอ ไม่ได้ตั้งใจจะขัดคอเธอนะ เข้าใจกันบ้างสิ"

ผู้หญิง "ฉันอยากมีใครสักคนที่รับฟัง ..."

ผู้ชาย "ฉันอยากให้เธอเลิกบ่นได้แล้วล่ะ"

ผู้หญิง "ฉันแค่อยากมีใครสักคนที่เข้าใจฉัน ..."

ผู้ชาย "คุณเข้าใจผมบ้างหรือเปล่า ..."  

ผู้หญิง "ทำเพื่อฉันหน่อยไม่ได้หรือ ..."

ผู้ชาย "ขอร้องว่า อย่าให้ผมฝืนทำในสิ่งที่ผมไม่อยากทำเลย ..."

ผู้หญิง "ฉันเป็นฝ่ายเข้าหาเธอฝ่ายเดียวเลย เธอช่วยปรับมาหาฉันบ้างได้ไหม ..."

ผู้ชาย "ผมทำได้เท่านี้แหละ เท่านี้จริง ๆ ขอโทษด้วยนะ ..."

ผู้หญิง "เล่าให้ฉันฟังได้มั๊ย เธอเริ่มชอบฉันยังไง"

ผู้ชาย "โอ๊ย ไม่เอา อย่าถามมากน่า ตอนนี้รักก็พอแล้ว"  

ผู้หญิง "ขอโทษที่ฉันต้องโกหกเธอ ..."

ผู้ชาย "การถูกโกหกจากคนที่ผมรัก มันเจ็บมากแค่ไหนคุณรู้ไหม ..."

ผู้หญิง "จำได้ไหมวันนี้วันอะไร ..."

ผู้ชาย "วันนี้เหรอ ขอนั่งนึกดูก่อนนะ เดี๋ยวไปทำงานแล้วอาจนึกออก ..."  

ผู้หญิง "ทำไมเธอไม่ปรับเข้ามาหาฉันเลยล่ะ ฉันปรับหาเธอฝ่ายเดียวจนทนไม่ไหวแล้ว"

ผู้ชาย "ผมก็เป็นแบบนี้แหละ รับได้มั๊ยล่ะ"

ผู้หญิง "เธอไม่เป็นห่วงฉันเลย"

ผู้ชาย "ผมรู้ว่าคุณเก่ง คุณไม่เป็นอะไรหรอก"  

ผู้หญิง "เธอให้ความรักกับฉัน มากขึ้นๆ อย่าให้มันน้อยลงนะ"

ผู้ชาย "ผมให้ความรักกับคุณมากพอแล้ว ผมคงต้องผ่อนๆ ลงหน่อยแล้วล่ะ

ผมไม่สามารถให้ได้มากขนาดนี้ตลอดเวลาหรอกนะ"

ผู้หญิง "เธอทำแบบนี้ฉันเสียใจนะ"

ผู้ชาย "คุณทำให้ผมต้องทำแบบนี้เองนี่"  

ผู้หญิง "ฉันไม่ได้อยากแสดงความเป็นเจ้าของหรอกนะ

แต่ฉันมีผู้ชายที่ฉันรักอยู่คนเดียวเข้าใจฉันไหม"

ผู้ชาย "เธอกำลังทำให้ฉันอึดอัดนะ เข้าใจไหม ..."

ผู้หญิง "เธอรักฉันอยู่หรือเปล่า"

ผู้ชาย "คำพูดไม่สำคัญเท่าความรู้สึกหรอก"

ผู้หญิง "สนใจฉันหน่อย"

ผู้ชาย "ผมเพิ่งทำงานกลับมาเหนื่อยๆ นะ ขอเวลาพักหน่อยสิ"

 

 
เป็นไงบ้างล่ะค่ะ คุณเคยเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายบ้างรึเปล่าว่าจริงๆ แล้วเค้าคิดยังไงกัน
บางทีคำพูดที่แสดงออก อาจจะไม่ตรงกับที่ใจคิดก็ได้
บางทีถ้าเราอ่านแล้วเราอาจจะเข้าใจ "คนรัก" ของเรามากขึ้นก็ได้นะค่ะ
     ยังไงก็เข้ามา Comment กันนะค่ะว่าใครรู้สึกกันยังไงบ้าง